เทคนิคง่ายๆในการขับรถเกียร์ออโต้

ในสมัยนี้รถทั่วไปบนท้องถนนมักเป็นรถที่ขับเคลื่อนด้วยเกียร์ออโต้ เพราะให้ความสะดวกสบายแก่ผู้ขับขี่ โดยเฉพาะสภาพจราจรแบบในกรุงเทพ ซึ่งจะต้องขับเคลื่อน และเบรคอยู่ตลอดเวลา ซึ่งในการขับขี่นั้นผู้ขับขี่ควรจดจำตำแหน่ง และใช้เกียร์แต่ละเกียร์ได้ อย่างถูกต้อง แม่นยำ ซึ่งเกียร์แต่ละตำแหน่ง มีดังนี้

1.P หมายถึง PARKING เป็นตำแหน่งที่ใช้สำหรับจอดรถ และไม่ต้องการให้รถเคลื่อน โดยล้อรถจะถูกล็อคไว้ ไม่สามารถเข็นได้
2. R หมายถึง REVERSE เป็นเกียร์สำหรับการถอยหลัง เมื่อต้องการเข้าเกียร์ R จะต้องเหยียบเบรค ให้รถหยุดสนิท จากนั้นจับคันเกียร์กดปุ่มปลดล็อคแล้วโยกคันเกียร์ไปที่ตำแหน่ง R แล้วจึงปล่อยเบรค กดคันเร่ง ให้รถเคลื่อนตัวถอยหลัง
3.N หมายถึง NEUTRAL เป็นตำแหน่งเกียร์ว่างใช้เมื่อสตาร์ทเครื่องยนต์หรือต้องการจอดรถทิ้งไว้โดยที่ยังสามารถเข็นได้ หรือเมื่อจอดรถ อยู่กับที่ ในขณะเครื่องยนต์ยังคงทำงานอยู่ 4.D4 หมายถึง เกียร์ออโต้ 4 สปีด ใช้ในการขับรถเดินหน้าในสภาพการขับขี่ทั่วไป ยิ่งผู้ขับเหยียบคันเร่งมาก เกียร์ก็จะเปลี่ยนที่ความสูงขึ้น ตามไปด้วย
5.D3 หมายถึง เกียร์ออโต้ 3 สปีด ใช้สำหรับขับรถขึ้นหรือลงเนิน เพื่อป้องกันมิให้เกียร์เปลี่ยนกลับไป กลับมาบ่อยๆ ระหว่างเกียร์ 3 และเกียร์ 4นอกจากนี้ยังใช้สำหรับกรณีที่ต้องการ ให้เครื่องยนต์ช่วยเพิ่มกำลัง เบรคมากขึ้น
6.D2 หมายถึง เกียร์ 2 ใช้สำหรับการขับรถลงเขาเพื่อให้เครื่องยนต์ช่วยเพิ่มกำลังเบรคมากขึ้น หรือการขับรถขึ้นเขา เพื่อเพิ่มกำลังขับเคลื่อน รวมทั้งการขับบนถนนลื่น
7.D1 หมายถึง เกียร์ 1 ใช้สำหรับการขับรถขึ้น-ลงเขาที่สูงชันมากๆ

ถึงแม้เกียร์อัตโนมัติจะมีคุณสมบัติต่างๆที่ดีขึ้น แต่แง่หนึ่งที่หลายคนไม่เคยปฏิเสธได้คือ มันมีความทนทานน้อยกว่าระบบเกียร์ธรรมดา ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากอายุการใช้งาน และหลายคนมักไม่ทราบว่าเกียร์อัตโนมัติควรจะทำการเหยียบเบรกก่อนเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ โดยเฉพาะ จากตำแหน่งหยุดนิ่งสู่ตำแหน่งขับเคลื่อนสิ่งที่สำคัญคือการทำอะไรตามขั้นตอนอย่าลัด เพราะ มันอาจจะสร้างความเสียหายได้มากกว่าที่คุณคิดเสียอีก

ขับรถอย่างไรให้ประหยัดน้ำมัน

ในสภาวะที่น้ำมันมีราคาสูงขึ้น การเตรียมความพร้อมในการประหยัดน้ำมัน เป็นเรื่องจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการตรวจเช็คสภาพรถ ลมยาง หรืออื่นๆ นอกจากนี้ควรฝึกนิสัยในการขับรถ เพื่อเป็นการประหยัดเงินในกระเป๋าจึงขอแนะนำเทคนิคการขับรถที่ช่วยประหยัดน้ำมัน มี 10 วิธี ดังนี้

1.ขับให้เหลือ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพราะความเร็วที่สูงทำให้รถทำงานหนัก และสิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้น ในการลดความเร็วช่วยให้ประหยัดน้ำมันได้ถึง 20 เปอร์เซ็นต์
2.การสตาร์ตเครื่องยนต์ ไม่ควรรออุ่นเครื่องนานเกินไป เพราเป็นการเปลืองโดยใช่เหตุ ควรวอร์มแค่ครึ่งนาทีแล้วค่อยๆออกตัวไปอย่างช้าๆ วิธีนี้ช่วยประหยัดพลังงานได้ 1-2 เปอร์เซ็นต์
3.ควรมีการวางแผนการเดินทาง ช่วยให้หลีกเลี่ยงการขับขี่ที่ไม่จำเป็นได้ และช่วยหลีกเลี่ยงการจราจรที่หนาแน่น การขับขี่รถในช่วงจราจรหนาแน่นทำให้สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมาก
4.คาร์พูล การร่วมกันแบ่งบัน การโดยสารรถในเส้นทางเดียวกัน จะช่วยให้ประหยัดพลังงานเป็นอย่างมาก
5.ควรปรับเครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม เพราะเครื่องปรับอากาศทำให้เกิดการสิ้นเปลืองพลังงานมากถึงหนึ่งกิโลเมตรต่อลิตร
6.การใช้บริการอู่หรือสถานบริการ ที่เชื่อถือได้ สำหรับการตรวจเช็คตามระยะ จะช่วยให้รถคุณประหยัดน้ำมันและ ยืดอายุการใช้งานได้อีกด้วย
7.ควรตรวจสภาพยางรถยนต์ ก่อนออกเดินทาง เพราะ อาจทำให้เกิดอันตรายได้ และทำให้สิ้นเปลืองพลังงานได้มากถึง 3 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นก่อนออกเดินทางควรเติมลมยางให้เรียบร้อย
8.เคลียที่เก็บของในรถ ที่เก็บของที่มากเกินไป ทำให้รถหนัก ทำให้สิ้นเปลืองพลังงานมาก สำหรับทุก 45 กิโลกรัม จะให้รถท่านสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงกว่า 2 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะ ถ้าท่านขับรถที่มีเครื่องยนต์ขนาดเล็ก
9.การขับรถด้วยการใช้รอบสูงทำให้สิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ควรเลือกใช้เกียร์ให้เหมาะสม โดยใช้รอบให้ต่ำที่สุดที่เป็นไปได้โดยที่ไม่ทำให้เครื่องยนต์สะดุด หรือทำงานไม่ปกติ
10.การติดเครื่องยนต์อยู่กับที่เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเป็นการทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเฉพาะการอุ่นเครื่องยนต์ ในรถยนต์หัวฉีดสมัยใหม่ไม่จำเป็นต้องมีการวอร์มก่อน ถ้าหากไม่มีการเคลื่อนที่ควรดับเครื่องยนต์จะดีกว่า