แนวเพิ่มให้การเผาผลาญด้วยการบริหารกาย พร้อมทั้ง Sye S ตัวช่วยในการลดน้ำหนัก

หลายต่อหลายคนคนปรากฏชัดดีว่าเมื่อเราบริหารร่างกายแล้ว จะช่วยเพิ่มพูนลำดับชั้นการเผาผลาญของร่างกายได้ดี และอีก 1สิ่งสำคัญที่จะช่วยเพิ่มเติมลำดับขั้นการเผาผลาญให้กับร่างกายรวมความว่า อาหารการกิน เพราะว่าของกินมิได้เพิ่มจำนวนแต่พลังงานเพิ่งอย่างเดียวเพียงนั้น แต่กลับยังสามารถช่วยเผาผลาญได้อีกด้วยตามหลักการแล้วการเพิ่มอุณหภูมิในร่างกายได้รับผลมาจากอาหาร  เหตุว่าในขณะที่ร่างกายเราเผาผลาญพลังงานนั้นร่างกายจะเพิ่มความร้อนขึ้น และนั้นมีผลกับการเพิ่มพูนตำแหน่งการเผาผลาญให้ร่างกายประมาณ 5-10 % เพราะว่ามีกลอุบายดังนั้น กล่าวคือ ทานอาหารให้เร็วขึ้น เพราะธรรมชาติแล้วร่างกายจะเผาผลาญพลังงานช้าลงในช่วงบ่ายพร้อมด้วยช่วงค่ำของวัน นั้นคือ เราควรจะกินอาหารให้เบาบางเพื่อในช่วงนั้น หรือเพียรทานอาหานมื้อเช้าให้พอกพูนในขณะที่ลดการทานในข้าวเย็นลง

หากว่าจำเป็นจะต้องที่ต้องทานอาหารดึก อาจเนื่องด้วยปัจจัยด้านการยังชีพ อาชีพ ช่วง นานา หลาย ก็น่าจะดัดแปลงอาหารเย็นของคุณให้เป็นการกิน สารโปรตีนไขมันต่ำ พร้อมทั้งพืชผัก ด้วยว่าการแยกย่อยโปรตีนมีผลถึงอุณหภูมิในร่างกาย ยิ่งกว่าอาหารการกินกลุ่มอื่นๆ ดังนั้น โปตีนไขมันต่ำจะช่วยเพิ่มอันดับการเผาผลาญได้น้อย นอกจากนี้ เส้นใยอาหารจากผัก พร้อมด้วยแป้งเชิงซ้อน เป็นต้นว่า ข้าวคาร์โบไฮเดรตไม่ขัดสี โอลวีตโฮลแกน ยังสามารถเคี่ยวเข็ญให้ร่างกายจัดการเยอะขึ้นได้เช่นกัน แต่ก็จะมิได้ผลพอๆ กับการทานระหว่างวัน

แต่เช่นนี้เพื่อผู้ที่มุ่งหวังให้ร่างกายเรามีขบวนการเผาผลาญที่ดีขึ้น Sye S เป็นหนึ่งตัวช่วยเพื่อใครหลายๆ คนที่หวังลดความอ้วนไปพร้อมทั้งการมีสุขภาพที่ดี

วิธีขายของออนไลน์ให้ขายดี พิชิตใจลูกค้า สร้างกำไรให้มากกว่าคู่แข่ง

Business people

ปัจจุบันธุรกิจออนไลน์มีอยู่มากมายหลากหลายเจ้าบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต บางรายประสบความสำเร็จ แต่บางรายก็ล้มเหลว แล้วแต่การบริหารจัดการให้เหมาะสมของแต่ละคน โดยการค้าขายล้วนมีเทคนิคในตัวของมันอยู่เสมอ สำหรับวิธีขายของออนไลน์ให้ขายดีนั้นมีความสำคัญมาก เพราะจะช่วยเพิ่มยอดขาย สร้างกำไรและนำความสำเร็จมาให้ผู้ค้า วันนี้เราก็มีวิธีขายของออนไลน์ให้ขายดีมาฝากกับเทคนิค 10 ประการที่ผู้ค้าควรรู้

  1. เลือกช่องทางการขายให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้า

วิธีขายของออนไลน์ให้ขายดีเริ่มต้นที่การเข้าถึงลูกค้าให้ได้ก่อน และอันดับแรกของการเข้าถึงคือการเลือกช่องทางการขาย ปัจจุบันช่องทางที่เข้าถึงได้ดีก็คือ “Social Network” สำหรับแพลตฟอร์มไหนเหมาะกับสินค้าอะไร อันนี้ผู้ค้าก็ลองพิจารณาดู อย่างพวกของสวยๆ งามๆ เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า งานฝีมือ สินค้า DIY หากถ่ายภาพสวยๆ ขายผ่าน Instagram รับรองเข้าถึงกลุ่มลูกค้าอย่างแน่นอน

  1. กระตุ้นการมีส่วนร่วมกับลูกค้าเสมอ

การกระตุ้นให้ลูกค้ามีส่วนร่วม ก็เป็นอีกวิธีขายของออนไลน์ให้ขายดีวิธีหนึ่งเช่นกัน เนื่องจากวิธีนี้จะทำให้ลูกค้าไม่ลืมร้านของเรา ยกตัวอย่างการกระตุ้นให้มีส่วนร่วมคือการชวนลูกค้าเล่นเกมแลกกับสิทธิพิเศษบางอย่าง หรือชวนลูกค้ามาตอบคำถาม แชร์ความเห็น เป็นต้น

  1. หมั่นหาวิธีเพิ่มยอดไลค์ ยอดแชร์

ยอดไลค์ ยอดแชร์จำเป็นมากสำหรับร้านค้าออนไลน์ที่ขายผ่าน Social Media และก็เป็นอีกวิธีขายของออนไลน์ให้ขายดีเช่นกัน เพราะยิ่งยอดไลค์ ยอดแชร์เพิ่มขึ้นมากเท่าไร ก็ยิ่งเป็นการขยายฐานลูกค้าออกไปมากเท่านั้น แถมยังเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับร้านค้าอีกด้วย อาจต้องอาศัยเทคนิคต่างๆ เช่น การโพสต์เรื่องที่เป็นกระแสให้โยงกับสินค้าของร้าน การสร้างเรื่องตลกให้คนสนใจ ให้คนติดตาม เป็นต้น

  1. หมั่นหาความรู้ใส่ตัวอยู่เสมอ

วิธีขายของออนไลน์ให้ขายดี พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ไม่ควรหยุดเติมความรู้ให้กับตัวเอง หมั่นหาเทคนิคการขายให้เข้าถึงลูกค้าเสมอ เช่น การใช้ลูกเล่น การคิดคำโฆษณา ฯลฯ โดยการติดตามพวกเว็บไซต์เกี่ยวกับการตลาดออนไลน์ การขายของออนไลน์ และอัพเคตข้อมูลใหม่ๆ เป็นประจำ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจของตัวเอง

  1. ไม่ลืมที่จะอัพเดตฟีเจอร์ใหม่ๆ

การขายของออนไลน์ สัมพันธ์กับเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงกับฟีเจอร์การใช้งาน ดังนั้นพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ทั้งหลายถ้าอยากขายดี ต้องอัพเดตฟีเจอร์ใหม่ๆ ของแอปพลิเคชั่นที่ใช้อยู่เสมอ เพื่อการขายที่มีประสิทธิภาพรองรับความสะดวกของลูกค้าและตัวผู้ค้าเอง เช่น ฟีเจอร์ของ Facebook ที่รองรับการชำระเงินผ่าน Messenger ที่ผู้ค้าสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ หรือฟีเจอร์ Live ที่ผู้ค้าสามารถนำมาโปรโมทร้านได้เช่นกัน

  1. จัดโปรโมชั่นช่วยได้ในทุกธุรกิจ

วิธีขายของออนไลน์ให้ขายดีอีกหนึ่งวิธีคือการจัดโปรโมชั่น ไม่ใช้เฉพาะการขายออนไลน์เท่านั้น แต่ใช้ได้กับทุกธุรกิจทุกช่องทาง สำหรับการขายออนไลน์ อย่าลืมโปรโมทหรือประชาสัมพันธ์โปรโมชั่นออกไปให้กว้างขวางที่สุด พยายามสร้างการรับรู้ให้ผู้ติดตาม โดยการชวนมากดไลค์ กดแชร์ออกไป

  1. รักษาความสัมพันธ์อันดีของลูกค้า

พยายามรักษาฐานลูกค้าที่มีอยู่เอาไว้ด้วยการรักษาสัมพันธ์อันดี เริ่มต้นที่การบริการที่ดี การจัดส่งที่รวดเร็ว สินค้าและบริการที่มีมาตรฐาน ราคาจริงใจสมเหตุสมผล ซื่อตรง มีความรับผิดชอบ นอกจากนี้สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าเก่าก็เป็นการรักษาสัมพันธ์ที่ดี เช่น การสะสมแต้ม การแจกโค้ดลดราคา เป็นต้น

  1. การตั้งราคาเอาชนะคู่แข่ง

ผู้ซื้อมักต้องการสินค้าที่ถูกและคุ้มค่าที่สุดเสมอ ทำให้การตั้งราคายังคงเป็นราชาแห่งวิธีขายของออนไลน์ให้ขายดี ยิ่งบนโลกของการขายออนไลน์ที่ลูกค้าสามารถเปรียบเทียบได้โดยง่ายแล้ว ราคาจึงเป็นสิ่งสำคัญ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องสัมพันธ์กับต้นทุนด้วย ผู้ค้าจึงควรหาช่องทางการรับสินค้าในต้นทุนต่ำให้ได้ก่อน จึงสามารถตั้งราคาขายให้ถูกกว่าได้

  1. บริการแสนดีลูกค้ารักแน่นอน

บริการแสนดีทำได้โดยการตอบทุกข้อซักถามที่ลูกค้าถาม และที่สำคัญต้องรวดเร็ว อย่างปัจจุบันสังเกตบนหน้าเพจ Facebook ที่มีการแสดงความเร็วในการตอบคำถามผ่านช่องแชทให้ดูด้วย แสดงให้เห็นว่าเรื่องนี้สำคัญมากเช่นกัน โดยในการตอบคำถาม ควรใช้คำสุภาพ ไพเราะ เป็นกันเอง และแสดงออกถึงความอยากตอบ ไม่ทำให้ลูกค้ารู้สึกอึดอัดที่ถาม นอกจากนี้บริการอื่นยังคงสำคัญเช่นกัน อย่างในเรื่องของการจัดส่งที่รวดเร็ว การรับประกันสินค้า เป็นต้น

  1. ความน่าเชื่อถือคือหัวใจธุรกิจออนไลน์

การซื้อของออนไลน์ไม่ได้มีการวางสินค้าให้เห็นตรงหน้า หลายครั้งเราพบว่าร้านค้าออนไลน์ล้มเหลวในส่วนนี้และนำมาซึ่งความล้มเหลวในธุรกิจด้วย ดังนั้นความน่าเชื่อถือสำคัญ พยายามแสดงให้เห็นว่าร้านของเรามีคุณภาพ เช่น การใช้สินค้าเดียวกันกับในภาพถ่าย การให้ลูกค้าที่เคยใช้บริการมารีวิวเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ อาจมีส่วนลดเป็นการตอบแทนลูกค้าเหล่านั้น เพื่อกระตุ้นการรีวิวเยอะๆ จะได้รับความน่าเชื่อถือเยอะๆ ด้วย และต้องรักษามาตรฐานของตัวเองอยู่เสมอ อย่าให้ลูกค้าเสียความรู้สึกเด็ดขาด

ทั้งหมดนี้ก็เป็นวิธีขายของออนไลน์ให้ขายดีที่ผู้ประกอบการออนไลน์ทั้งหลายสามารถนำไปปรับประยุกต์ใช้ได้ หากทำตามได้ทั้งหมดนี้รับรองได้ว่าขายดีและประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน

 

Motor Expo 2016

งานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2016 จัดต่อเนื่องมาตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม จนถึงวันที่ 12 ธันวาคมที่ผ่านมา และในปีนี้มียอดจองทั้งสิ้น 42,000 คัน จากที่ตั้งเป้าไว้ 50,000 คัน ขณะที่ผู้ร่วมชมงานมีจำนวนประมาณ 1,500,000 คน ส่วนปีนี้นั้นจะมีรถค่ายอะไรบ้างที่ขายดีที่สุด มาดูกันครับ

motor-expo-2016-1

อันดับ 10           Chevrolet  1,255 คัน

อันดับ 9            Suzuki – 1,386 คัน

อันดับ 8            MG – 1,455 คัน

อันดับ 7            Mitsubishi – 2,098 คัน

อันดับ 6            Nissan – 2,292 คัน

อันดับ 5            Ford – 2,411 คัน

อันดับ 4            Mazda – 3,434 คัน

อันดับ 3            Isuzu – 3,620 คัน

อันดับ 2            Honda – 4,902 คัน

อันดับ 1            Toyota – 5,124 คัน

motor-expo-2016-2

และ 9 อันดับรถหรูขายดี

อันดับ 9            Mercedes-Benz  1,722 คัน

อันดับ 8             BMW  979 คัน

อันดับ 7            Volvo  206 คัน

อันดับ 6            MINI  129 คัน

อันดับ 5            Lexus  106 คัน

อันดับ 4            Porsche  70 คัน

อันดับ 3            Land Rover  15 คัน

อันดับ 2            Aston Martin  8 คัน

อันดับ 1            Rolls-Royce  2 คัน

นอกจากนี้ก็ยังมีรถจากค่ายต่างๆ ที่น่าสนใจมากมาย อาทิเช่น

Hyundai Enduro ต้นแบบรถครอสโอเวอร์ขนาดคอมแพ็ครุ่นใหม่ล่าสุด ตัวถังภายนอกถูกออกแบบผสานกันระหว่างรถเอสยูวี และมอเตอร์ไซค์ในการแข่งขันแรลลี่ ออกมาในรูปแบบที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้ใช้ชีวิตเมือง

motor-expo-2016-3 motor-expo-2016-4

ห้องโดยสารภายในของ Enduro Concept ออกแบบให้มีดีไซน์โอบล้อมที่นั่งผู้ขับขี่ในแบบการเคลื่อนไหวอย่างอิสระ ในขณะเดียวกันยังคงเน้นความแข็งแกร่งของโครงสร้างตัวถังรถด้วย

ด้านหน้าผู้ขับขี่ติดตั้งแผงหน้าปัดที่แสดงผลและรวบรวมข้อมูลทั้งหมดไว้ที่หน้าจอ พร้อมโปรแกรมควบคุมการขับขี่ ช่วยให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องละสายตาจากเส้นทางการขับขี่ด้านหน้า พวงมาลัยออกแบบคล้ายแฮนด์บังคับของมอเตอร์ไซค์ พื้นที่เก็บสัมภาระออกแบบให้ทนทานและสามารถใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ มีลิ้นชักเพิ่มความสะดวกสำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง

motor-expo-2016-5

 

Lexus IS ไมเนอร์เชนจ์ใหม่ มีให้เลือกทั้งรุ่นเบนซินเทอร์โบและไฮบริด ถูกวางให้เป็นคู่แข่งซีดานหรูจากฝั่งยุโรป เช่น BMW 3-Series, Mercedes-Benz C-Class ฯลฯ ถูกปรับดีไซน์ภายนอกใหม่ให้ดูสปอร์ตโฉบเฉี่ยวมากขึ้น

ดีไซน์ภายนอกติดตั้งไฟหน้าแบบ 3-Eye LED Headlamd โค้งรับกับไฟ Daytime Running Light แบบ LED ขณะที่ด้านท้ายออกแบบชุดไฟท้ายให้เป็นรูปตัว L

ห้องโดยสารภายในติดตั้งหน้าจอแสดงผล EMV (Electro Multi-Vision) ขนาด 10.3 นิ้ว สามารถสั่งงานและควบคุมระบบต่างๆ จากปุ่มควบคุมกลางแบบ Remote Touch Interface พร้อม Drive Mode Select สามารถปรับโหมดการขับขี่ได้ตามต้องการ ติดตั้งถุงลมนิรภัยรอบคัน 10 จุด พร้อมถุงลมคู่หน้าแบบ Dual-Stage SRS

ราคาจำหน่าย 2017 Lexus IS ไมเนอร์เชนจ์ใหม่

Lexus IS200t F-Sport ราคา 4,375,000 บาท

Lexus IS300h Premium ราคา 3,615,000 บาท

Lexus IS300h Luxury ราคา 3,065,000 บาท

 

 

 

 

ความเสี่ยงในการทำงานของผู้ปฏิบัติงานในรถพยาบาลฉุกเฉิน

ความเสี่ยงในการทำงานของผู้ปฏิบัติงานในรถพยาบาลฉุกเฉิน
บุคลากรด้านการแพทย์ฉุกเฉิน มีคุณค่ายิ่งต่อการปฏิบัติงานให้ความช่วยเหลือดูแลรักษา ผู้เจ็บป่วยฉุกเฉิน ณ จุดเกิดเหตุและนำส่งไปรับการรักษา ณ โรงพยาบาลที่ได้มารตรฐานที่อยู่ใกล้ที่สุด โดยตั้งความหวังว่าผู้เจ็บป่วยฉุกเฉินทุกราย ที่ได้รับการดูแลช่วยเหลือมีความปลอดภัยและลดความพิการลง ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนประมาณ 120,000 คน กระจายอยู่ทุกๆ พื้นที่ทั่วประเทศ ทั้งที่สังกัดหน่วยงานของรัฐ และเอกชนโดยมีจำนวนรถปฏิบัติการฉุกเฉินหรือรถพยาบาลฉุกเฉินในระบบการแพทย์ฉุกเฉินทั้งระดับ FR, BLS, ILS, และ ALS มีจำนวนประมาณ 15,000 คัน

ในอดีตที่ผ่านมาพบว่ามีรถพยาบาล และรถปฏิบัติการฉุกเฉินประสบอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้ง เป็นเหตุให้ผู้ปฏิบัติงานการแพทย์ฉุกเฉินต้องบาดเจ็บ เสียชีวิต และพิการอยู่อย่างต่อเนื่องทุกปี และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นจากการสอบสวนการเกิด อุบัติเหตุ พบสาเหตุของความรุนแรงของการบาดเจ็บ พบว่าส่วนใหญ่เกิดจากการไม่มีอุปกรณ์ป้องกันให้เกิด ความปลอดภัยในรถปฏิบัติการฉุกเฉิน นอกจากนั้นสภาพของรถรถปฏิบัติฉุกเฉินทั้งในส่วนห้องคนขับ ห้อง โดยสาร อุปกรณ์ที่เสริมความปลอดภัยภายนอกรถ รวมทั้งอุปกรณ์ที่จำเป็นที่ควรมีประจำรถก็ยังต้องมีการปรับปรุงแก้ไขให้ได้มาตรฐานสากล เพื่อให้บุคลากรด้านการแพทย์ฉุกเฉินและผู้ป่วยที่ถูกช่วยเหลือมีความปลอดภัยทั้งขณะปฏิบัติงานขณะเดินทาง จนนำส่งผู้ป่วยฉุกเฉินถึงจุดหมายปลายทางโดยปลอดภัย

สาเหตุของอันตรายในการทำงานโดยทั่วไป

  1. สาเหตุเกิดจากบุคคล หรือตัวเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ เช่นการแต่งกายไม่เหมาะสม ไม่สวม ชุดป้องกัน มีทัศนคติไม่ดีต่อความปลอดภัย อุปนิสัยไม่ดี ขาดประสบการณ์ สภาพร่างกายไม่พร้อมที่จะทำงาน (88%)
  2. สาเหตุเกิดจากเครื่องมือ และอุปกรณ์ เช่นเครื่อมือชำรุด การใช้เครื่อมือผิดประเภท การใช้เครื่องมือที่ไม่มีระบบป้องกันอันตราย (10%)
  3. สาเหตุเกิดจากโครงสร้างทางกายภาพ และสภาพแวดล้อม เช่นอุณหภูมิสูงหรือต่ำไป แสงสว่างไม่เพียงพอ ระบายอากาศที่ไม่ดี เสียงดังรบกวน กลิ่นเหม็นรบกวน ทางลื่น ความไม่เป็นระเบียบ ของห้องหรือสถานที่ทำงาน เป็นต้น (2%)
  4. สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุบนทางหลวงมากที่สุด คือการขับรถเร็ว รองลงมาคือการขับรถระยะกระชั้นชิด อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในการจราจรทางบกนั้น มักเกิดขึ้นจากสาเหตุที่สำคัญ 3 ประการคือ บุคคล สิ่งแวดล้อม และกฎหมาย

เทคนิคง่ายๆในการขับรถเกียร์ออโต้

ในสมัยนี้รถทั่วไปบนท้องถนนมักเป็นรถที่ขับเคลื่อนด้วยเกียร์ออโต้ เพราะให้ความสะดวกสบายแก่ผู้ขับขี่ โดยเฉพาะสภาพจราจรแบบในกรุงเทพ ซึ่งจะต้องขับเคลื่อน และเบรคอยู่ตลอดเวลา ซึ่งในการขับขี่นั้นผู้ขับขี่ควรจดจำตำแหน่ง และใช้เกียร์แต่ละเกียร์ได้ อย่างถูกต้อง แม่นยำ ซึ่งเกียร์แต่ละตำแหน่ง มีดังนี้

1.P หมายถึง PARKING เป็นตำแหน่งที่ใช้สำหรับจอดรถ และไม่ต้องการให้รถเคลื่อน โดยล้อรถจะถูกล็อคไว้ ไม่สามารถเข็นได้
2. R หมายถึง REVERSE เป็นเกียร์สำหรับการถอยหลัง เมื่อต้องการเข้าเกียร์ R จะต้องเหยียบเบรค ให้รถหยุดสนิท จากนั้นจับคันเกียร์กดปุ่มปลดล็อคแล้วโยกคันเกียร์ไปที่ตำแหน่ง R แล้วจึงปล่อยเบรค กดคันเร่ง ให้รถเคลื่อนตัวถอยหลัง
3.N หมายถึง NEUTRAL เป็นตำแหน่งเกียร์ว่างใช้เมื่อสตาร์ทเครื่องยนต์หรือต้องการจอดรถทิ้งไว้โดยที่ยังสามารถเข็นได้ หรือเมื่อจอดรถ อยู่กับที่ ในขณะเครื่องยนต์ยังคงทำงานอยู่ 4.D4 หมายถึง เกียร์ออโต้ 4 สปีด ใช้ในการขับรถเดินหน้าในสภาพการขับขี่ทั่วไป ยิ่งผู้ขับเหยียบคันเร่งมาก เกียร์ก็จะเปลี่ยนที่ความสูงขึ้น ตามไปด้วย
5.D3 หมายถึง เกียร์ออโต้ 3 สปีด ใช้สำหรับขับรถขึ้นหรือลงเนิน เพื่อป้องกันมิให้เกียร์เปลี่ยนกลับไป กลับมาบ่อยๆ ระหว่างเกียร์ 3 และเกียร์ 4นอกจากนี้ยังใช้สำหรับกรณีที่ต้องการ ให้เครื่องยนต์ช่วยเพิ่มกำลัง เบรคมากขึ้น
6.D2 หมายถึง เกียร์ 2 ใช้สำหรับการขับรถลงเขาเพื่อให้เครื่องยนต์ช่วยเพิ่มกำลังเบรคมากขึ้น หรือการขับรถขึ้นเขา เพื่อเพิ่มกำลังขับเคลื่อน รวมทั้งการขับบนถนนลื่น
7.D1 หมายถึง เกียร์ 1 ใช้สำหรับการขับรถขึ้น-ลงเขาที่สูงชันมากๆ

ถึงแม้เกียร์อัตโนมัติจะมีคุณสมบัติต่างๆที่ดีขึ้น แต่แง่หนึ่งที่หลายคนไม่เคยปฏิเสธได้คือ มันมีความทนทานน้อยกว่าระบบเกียร์ธรรมดา ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากอายุการใช้งาน และหลายคนมักไม่ทราบว่าเกียร์อัตโนมัติควรจะทำการเหยียบเบรกก่อนเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ โดยเฉพาะ จากตำแหน่งหยุดนิ่งสู่ตำแหน่งขับเคลื่อนสิ่งที่สำคัญคือการทำอะไรตามขั้นตอนอย่าลัด เพราะ มันอาจจะสร้างความเสียหายได้มากกว่าที่คุณคิดเสียอีก

อุปกรณ์ไฮเทคที่มุ่งเน้นเรื่องความปลอดภัยสำหรับรถยุคใหม่

สำหรับรถยนต์ในปัจจุบันในระดับ 1 ล้านบาทขึ้นไปมักจะมี Navigator หรือ GPS เป็นอุปกรณ์มาตรฐานมาให้ ซึ่งทำให้ผู้ขับขี่ได้รับความสะดวกในการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ด้วยเส้นทางที่ถูกต้องประหยัดเวลาได้มากที่สุด และ Navigator หรือ GPS ก็กลายเป็นออฟชั่นที่ทำให้ผู้ใช้รถทั้งหลายอยากมีไว้ใช้กันมากขึ้นเรื่อยๆ และความไฮเทคใหม่ๆที่กำลังจะทยอยออกมาในตอนนี้อาจมาอยู่ในรถตลาดทั่วไปในระดับราคาที่ซื้อหากันได้ไม่ยาก อย่างเช่น

– รถยนต์สามารถเข้าจอดเองได้ ซึ่งรถรุ่นใหม่จะมีระบบช่วยจอดอัจฉริยะ ที่สามารถเข้าจอดเทียบฟุตบาทได้เองเพียงแค่กดปุ่มแล้วนั่งฟังเพลงรออยู่ในรถ อย่างเช่น รถ Lexus LS รุ่นใหม่

– ระบบเตือนการชนล่วงหน้า เป็นการคาดคะเนความเป็นไปได้ว่าจะมีการชนเกิดขึ้นแล้วจัดการเตรียมพร้อมเพื่อความปลอดภัยที่จะได้รับสูงสุด ระบบนี้มีหลายวิธีการที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับผู้ผลิต เช่น บางระบบจะใช้เรดาร์ในการตรวจจับรถทางด้านหน้าและหลัง ถ้าพบว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการกระทบกระทั่งกัน ก็จะเตือนคนขับให้ทราบด้วยสัญญาณเสียงหรือไฟ และถ้าคนขับไม่สามารถตอบสนองได้เร็วพอ ระบบก็จะจัดการช่วยแบบอัตโนมัติ

– ระบบช่วยมองในตอนกลางคืน ซึ่งระบบนี้จะทำให้คนขับเห็นวัตถุและคน ในที่ๆแสงสว่างหน้ารถส่องไปไม่ถึง โดยจะใช้เทคโนโลยีอินฟราเรดจับความร้อนเอา ไม่ว่าคน สัตว์ หรือ รถยนต์ที่จอดอยู่ข้างทางไกลๆ ระบบก็จะบอกได้หมด

– กระจกรถแบบปรับความเข้มของแสงได้ โดยถูกนำมาใช้ในรถยนต์ทั่วไปอย่างแพร่หลายในช่วงปีที่ผ่านมา

– ระบบนำทางภาพเหมือนจริง โดยการแสดงภาพของระบบนำทาง GPS ในปัจจุบัน จะเป็นภาพที่เหมือนกับที่เราเห็นในแผนที่ ซึ่งตอนนี้ผู้ผลิตระบบนำทางหลายค่ายได้ทำให้มีคุณสมบัติแบบ3D คือ มองเป็นภาพเสมือนจริงมากขึ้น

– ระบบเตือนคนขับที่ขาดสมาธิ เป็นการเตือนคนขับที่อาจกำลังง่วงอยู่หรือเพลินกับอย่างอื่นจนไม่ได้ดูทางข้างหน้า หรือเปลี่ยนเลนโดยไม่ให้สัญญาณ โดยระบบช่วยนี้จะมีกล้องติดอยู่ข้างหลังของกระจกมองหลังเพื่อคำนวณเส้นแบ่งเลนสีขาวข้างหน้ากับด้านไหล่ทาง

จะเห็นได้ว่า นวัตกรรมที่เกิดกับรถยนต์ด้วยเทคโนโลยีเหล่านี้ ได้เพิ่มคุณค่าให้กับตัวรถได้อย่างมากมาย ที่ช่วยให้ผู้ขับมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

รถตงฟง กับธุรกิจร้านค้าเคลื่อนที่ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

 

ปัจจุบันธุรกิจร้านค้าเคลื่อนที่ได้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วผู้ประกอบการหน้าใหม่เริ่มหันมาสนใจธุรกิจประเภทนี้มากขึ้น เนื่องจากมีข้อดีเพราะสามารถขับไปจอดขายที่ไหนก็ได้ ย้ายทำเลได้ตามต้องการ ไม่ต้องเสียค่าเช่าพื้นที่หรือค่าเซ้งร้าน จึงเกิดเป็นกระแสเทรนด์รถอาชีพที่กำลังบูมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน สำหรับรถตงฟงรุ่นยอดนิยมที่เหล่าบรรดาพ่อค้าแม่ขายต่างยกนิ้วให้ว่ายอดเยี่ยมเหมาะสำหรับดัดแปลงเป็นรถอาชีพได้แก่ รุ่น ตงฟง เซฟเว่อร์ ที่ไมเนอร์เช้นจ์มาจากรุ่นตงฟง มินิทรั๊ค พิเศษขึ้นกว่าเดิมด้วยพวงมาลัยพาวเวอร์ พิเศษขึ้นกว่าเดิมด้วยพวงมาลัยพาวเวอร์ โฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้นด้วยไฟหน้าสไตล์สปอร์ต กระบะท้ายอเนกประสงค์เปิดท้ายได้ 3 ด้าน ไม่ติดซุ้มล้อ เพิ่มอิสระในการใช้งานได้มากขึ้น รับน้ำหนักได้มากกว่าเดิม โดยมีจุดเด่นที่ความประหยัด เซฟสุดๆ ด้วยพลังงานทางเลือก 2 ระบบ ได้แก่ ระบบเบนซิน แก๊สโซฮออล์ และก๊าซแอลพีจีระบบหัวฉีด ติดตั้งมาตรฐานพร้อมจากโรงงาน ยี่ห้อ Lovato ประเทศอิตาลี กับระบบเครื่องยนต์ใหม่ 1,100 ซีซี จากกระแสร้านค้าอาชีพจึงฮอตฮิตขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้พ่อค้าแม่ค้าที่ทำธุรกิจร้านค้าเคลื่อนที่หรือรถอาชีพนั้นมีหลากหลายประเภทแต่ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในขณะนี้คือ ธุรกิจประเภทอาหาร หรือ Food Truck ซึ่งมีหลากหลายและไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่รถกาแฟ รถไอศครีมหรือรถชานมไข่มุกเท่านั้น

สำหรับผู้ที่แสวงหาอาชีพค้าขาย ต้องการออกไปสู่ความเป็นอิสระ และฉีกกฎมนุษย์เงินเดือน รถอาชีพ หรือ ตงฟง ถือว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าจับตามองในยุคนี้ เพราะรถคันเล็ก ๆ เหล่านี้สามารถแปลงร่างจากรถบรรทุกธรรมดาเป็นหน้าร้านค้าขายสินค้าได้หลายรูปแบบ และยังเคลื่อนที่ไปเปิดร้านที่ไหน แห่งใด ก็แล้วแต่เราจะเลือกทำเล ในปัจจุบันนี้นอกเหนือจากค่ายตงฟงที่ได้สร้างสรรค์รถอาชีพเหล่านี้ขึ้นมาแล้ว ก็มีค่ายรถอีกหลายแบรนด์ เริ่มเห็นทางนำเสนอผลิตภัณฑ์รูปแบบเดียวกันให้แก่ลูกค้าที่ต้องการประกอบอาชีพค้าขาย หรืออาชีพอิสระในรูปแบบต่าง ๆ ดังนั้น รถตงฟงถือว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการหารายได้เสริม หรือทำเป็นอาชีพหลักเลยก็ได้ ตามแต่จะเลือก เนื่องจากมีความสะดวกสบายต่อการใช้งานอีกด้วย

รายละเอียดปลีกย่อยในการเปิดอู่ซ่อมรถ

ในทุกวันนี้มีผู้ใช้รถใช้ถนนกันมากขึ้น ทำให้ธุรกิจเกี่ยวกับรถได้รับความนิยม จึงทำให้ธุรกิจอู่ซ่อมรถมีอยู่ทั่วไปตามที่ต่างๆ ผู้ที่ทำธุรกิจอู่ซ่อมรถต้องมีความเข้าใจอย่างละเอียด เพราะการเปิดอู่ได่นั้นมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ค่อนข้างเยอะ ดังนั้นการที่เราจะเปิดอู่ได้นั้นควรศึกษาองค์ประกอบต่างๆ ดังนี้
1.การจดทะเบียนผู้ประกอบการ
1.1 ประเภทบุคคลธรรมดา
– มีลักษณะเป็นกิจการที่มีเจ้าของเป็นบุคคลธรรมดา คนเดียวหรือหลายคน หรือห้างหุ้นส่วนสามัญ ประเภทไม่จดทะเบียน
– ผู้ประกอบธุรกิจอู่ซ่อมเครื่องยนต์รถยนต์ประเภทบุคคลธรรมดา ไม่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์
1.2 ประเภทนิติบุคคล บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล – ผู้ประกอบการธุรกิจต้องจดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
2.กฎหมายและระเบียบเฉพาะธุรกิจ ใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ธุรกิจที่มีการต่อ ประกอบ ซ่อมเครื่องยนต์ รถยนต์ การพ่นสี การปะ เชื่อม ยางรถยนต์ และการสะสมน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข ต้องขออนุญาตประกอบกิจการก่อนดำเนินการ
3.การปิดป้ายแสดงราคาค่าบริการในอู่ซ่อมรถ คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ กระทรวงพาณิชย์ ได้ออกประกาศกำหนดให้ธุรกิจบริการซ่อมรถ ต้องปิดป้ายแสดงราคาค่าบริการให้เห็นชัดเจนในที่เปิดเผย ณ สถานที่ตั้ง การฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท นอกจากนี้ยังมีกฎและระเบียบด้านสาธารณสุข สิ่งแวดล้อม สวัสดิการและการคุ้มครองแรงงานที่ต้องถือปฏิบัติ
4.การบริหาร โครงสร้างองค์กร ประกอบด้วยงานหลักดังนี้ ด้านการบริหาร ด้านการเงิน จัดซื้อ บัญชี บุคคล ธุรการ ต้อนรับลูกค้า และบริหารงานทั่วไป และด้านการให้บริการมีหน้าที่ความรับผิดชอบในการให้ข้อแนะนำลูกค้า ตรวจเช็ค และซ่อมรถยนต์
จากที่ยกตัวอย่างมาเป็นแค่เบื้องต้นเท่านั้นยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมายที่เจ้าของกิจการจำเป็นต้องรู้ และสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการทำธุรกิจนั่นคือ การตลาด และการประชาสัมพันธ์ โดยเฉพาะกิจการที่เปิดใหม่ที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก ที่ต้องอาศัยการประชาสัมพันธ์ให้มาก จนกว่าจะมีลูกค้ามากพอ แล้วค่อยลดการโฆษณาลงเพื่อประหยัดงบในภายหลัง เช่น การแจกใบปลิวการติดป้ายโฆษณา การทำโฆษณาวิทยุชุมชน และการทำเว็บไซต์ที่มีความน่าสนใจ ทำให้เป็นที่รู้จักในเวลาอันรวดเร็ว

รถยนต์ไฮบริดที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงาน 2 แบบในรถยนต์คันเดียวกัน

ev_gerrymalloy_clr
การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆสำหรับรถยนต์นั้นจะหันไปที่เทคโนโลยีเพื่อสภาพแวดล้อม ถ้าเป็นระบบขั้บเคลื่อนแบบไฮบริดโดยทั่วไปจะหมายถึงการผสมผสานเทคโนโลยีต่างชนิดกันเพื่อการขับเคลื่อนระบบ สำหรับยานยนต์หรือรถยนต์ไฮบริดแล้วตามนิยามขององค์การสหประชาชาติ (UNO) หมายถึงยานยนต์ที่มีเครื่องเปลี่ยนพลังงานสองระบบประกอบกับระบบกักเก็บ พลังงานสองระบบเพื่อการขับเคลื่อนยานยนต์นั้นด้วยเช่นกัน ตัวอย่างของเครื่องเปลี่ยนพลังงานในยานยนต์ ได้แก่ เครื่องยนต์เบนซินหรือดีเซลล์กับมอเตอร์ไฟฟ้า และยังมีการผสมผสานเทคโนโลยีอื่นๆอีกเพื่อการขับเคลื่อนยานยนต์

นวัตกรรมไฮบริดนับว่าเป็นเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมที่สำคัญโดยรวบรวมองค์ประกอบที่จำเป็นต่อการพัฒนายานยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการทำงานแบบผสมผสานของเชื้อเพลิงต่างชนิด มุ่งมั่นพัฒนาสมรรถนะ ควบคู่กับการลดต้นทุนด้านราคา รวมทั้งเพิ่มไลน์ผลิตภัณฑ์รถพลังงานไฮบริด พร้อมสร้างสรรค์ยานยนต์เพื่อสิ่งแวดล้อมแบบอื่นที่ไม่ใช่เพียงแต่รถที่ขับเคลื่อนโดยนวัตกรรมไฮบริด เพื่อให้เป็นที่นิยมในกลุ่มผู้บริโภค รถไฮบริดหรือรถลูกผสมจะใช้ทั้งเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าในการทำงานของระบบ ทั้งนี้พลังงานที่ต้องสูญเสียของเครื่องยนต์ เช่น ขณะเบรกเพื่อชะลอความเร็ว จะถูกนำมาผลิตพลังงานไฟฟ้าเก็บไว้ในแบตเตอรี่ และถูกนำออกมาช่วยในการขับเคลื่อนรถยนต์เพื่อลดการใช้น้ำมันลง นอกจากนี้การลดการใช้น้ำมันเกิดขึ้นจากการเดินเครื่องยนต์ที่ระดับความเร็วรอบที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุดเสมอ พลังงานจากเครื่องยนต์ที่เกินความต้องการจะถูกนำไปผลิตพลังงานไฟฟ้า และในกรณีที่ความต้องการใช้พลังงานของรถมากกว่าที่เครื่องยนต์ผลิตได้ รถจะใช้พลังงานจากแบตเตอรี่เสริม

ในรถยนต์ไฮบริดมีอุปกรณ์หลักๆที่เพิ่มขึ้นมานอกเหนือจากรถยนต์ปกติก็คือ มอเตอร์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ สำหรับหลักการทำงานก็คือการใช้มอเตอร์ไฟฟ้ามาช่วยขับเคลื่อนล้อด้วย นอกเหนือจากการทำงานของเครื่องยนต์โดยปกติ การพัฒนาระบบไฮบริดสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะหลักๆ คือ ระบบไฮบริดแบบเสริม และระบบไฮบริดแบบเต็มระบบ ซึ่งการออกตัวของรถยนต์ไฮบริดจะใช้พลังงานไฟฟ้าจากมอเตอร์ขับเคลื่อนเพียงอย่างเดียว จนกระทั่งวิ่งด้วยความเร็วราว 30 กม./ชม. เครื่องยนต์ก็จะติดขึ้นมาให้รู้สึกได้เล็กน้อย ฉะนั้นหากเป็นการขับในเมืองที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วแบบเต่าคลาน จะประหยัดน้ำมันอย่างมาก แบบไม่ต้องสงสัยเพราะไม่ได้ใช้เครื่องยนต์ขับเคลื่อน

การแก้ปัญหาการจราจรติดขัดในพื้นที่กรุงเทพ

12

นับวันปัญหารถติดในกรุงเทพมหานครก็ยิ่งดูเหมือนจะทวีความรุนแรงมากขึ้น สารพันโครงการแก้ปัญหาในหลาย ๆ รูปแบบที่หลากหลายหน่วยงานช่วยกันผุดขึ้นนั้น ดูเหมือนจะเป็นการแก้ปัญหาได้แค่เศษเสี้ยว เพราะแท้จริงแล้ว ต้นเหตุของปัญหารถติด เกิดจากเมืองที่มีจำนวนถนนที่ไม่สัมพันธ์กับปริมาณรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องปัจจุบันในพื้นที่กรุงเทพมหานครมีถนนหนทางเพียงแค่ 5,400 กิโลเมตร แต่กลับมีจำนวนรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุก ๆ ปี ซึ่งจากสถิติของกรมการขนส่งทางบก พบว่า ในปี 57 ที่ผ่านมา พื้นที่กรุงเทพฯ มีปริมาณรถยนต์สะสมถึงจำนวน 8,638,204 คัน ซึ่งเพิ่มมากขึ้นจากปี56ที่มีปริมาณรถสะสมอยู่ที่ 8,216,829 คัน ทั้งนี้ในปี 57มีการจดทะเบียนรถใหม่เฉลี่ยวันละ1,249 คัน เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับปี 56ซึ่งเป็นปีที่มีโครงการรถคันแรก จะมีการจดทะเบียนรถใหม่เฉลี่ยวันละ1,623 คัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในปี 57มีจำนวนการจดทะเบียนรถน้อยลงกว่าปี 56 เฉลี่ยวันละ374 คัน แต่หากนำมาเปรียบเทียบกับจำนวนการจดทะเบียนรถใหม่ในปี 55ที่ไม่มีโครงการรถคันแรก จะพบว่าสถิติการจดทะเบียนรถใหม่ในปี 57ยังคงเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.)ได้ทำการสำรวจความเร็วเฉลี่ยของรถยนต์ในแต่ละปี เพื่อนำมาประเมินผลการแก้ปัญหาการจราจรติดขัดในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งจากการสำรวจอัตราความเร็วเฉลี่ยของรถยนต์ในปี 57ยังพบว่า ถนนสายหลัก6กลุ่มพื้นที่ ได้แก่ 1. พื้นที่ทิศเหนือ คือถนนพหลโยธิน วิภาวดีรังสิต ประชาชื่นพระราม 5 2. พื้นที่ทิศใต้ คือถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน กรุงธนบุรี มไหศวรรย์ เจริญกรุง 3. พื้นที่ทิศตะวันออก คือถนนพระราม 9เพชรบุรี สุขุมวิท พระราม 4ลาดพร้าว4. พื้นที่ทิศตะวันตก คือถนนสิรินธร บรมราชชนนี ราชวิถี เพชรเกษม สมเด็จพระปิ่นเกล้า 5. พื้นที่ภายในวงแหวนชั้นใน คือ ถนนพระราม 4พระราม 5พระราม 1 ราชดำเนินกลาง อโศก-ดินแดง ราชวิถี พญาไท เพชรบุรี สุขุมวิท เพลินจิต 6. พื้นที่เฉพาะวงแหวนชั้นใน คือ ถนนรัชดาภิเษก พระราม 3 มไหศวรรย์ จรัญสนิทวงศ์ ยังคงเป็นพื้นที่ที่มีการจราจรหนาแน่น รถสามารถเคลื่อนตัวได้ช้า มีความเร็วเฉลี่ยของรถ ในช่วงเร่งด่วนเช้าประมาณ 15.8กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งลดลงจากความเร็วเฉลี่ยของรถ ในปี 56ประมาณ 0.2กม. ต่อ ชม. ส่วนในช่วงเร่งด่วนเย็น รถมีความเร็วเฉลี่ยอยู่ที่22.4กม. ต่อ ชม. ซึ่งลดลงจากความเร็วเฉลี่ยของรถ ในปี 56ประมาณ0.9กม. ต่อ ชม. จึงสรุปได้ว่าในปี 57เป็นปีที่มีรถติดเพิ่มมากขึ้น

ขับรถอย่างไรให้ประหยัดน้ำมัน

ในสภาวะที่น้ำมันมีราคาสูงขึ้น การเตรียมความพร้อมในการประหยัดน้ำมัน เป็นเรื่องจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการตรวจเช็คสภาพรถ ลมยาง หรืออื่นๆ นอกจากนี้ควรฝึกนิสัยในการขับรถ เพื่อเป็นการประหยัดเงินในกระเป๋าจึงขอแนะนำเทคนิคการขับรถที่ช่วยประหยัดน้ำมัน มี 10 วิธี ดังนี้

1.ขับให้เหลือ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพราะความเร็วที่สูงทำให้รถทำงานหนัก และสิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้น ในการลดความเร็วช่วยให้ประหยัดน้ำมันได้ถึง 20 เปอร์เซ็นต์
2.การสตาร์ตเครื่องยนต์ ไม่ควรรออุ่นเครื่องนานเกินไป เพราเป็นการเปลืองโดยใช่เหตุ ควรวอร์มแค่ครึ่งนาทีแล้วค่อยๆออกตัวไปอย่างช้าๆ วิธีนี้ช่วยประหยัดพลังงานได้ 1-2 เปอร์เซ็นต์
3.ควรมีการวางแผนการเดินทาง ช่วยให้หลีกเลี่ยงการขับขี่ที่ไม่จำเป็นได้ และช่วยหลีกเลี่ยงการจราจรที่หนาแน่น การขับขี่รถในช่วงจราจรหนาแน่นทำให้สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมาก
4.คาร์พูล การร่วมกันแบ่งบัน การโดยสารรถในเส้นทางเดียวกัน จะช่วยให้ประหยัดพลังงานเป็นอย่างมาก
5.ควรปรับเครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม เพราะเครื่องปรับอากาศทำให้เกิดการสิ้นเปลืองพลังงานมากถึงหนึ่งกิโลเมตรต่อลิตร
6.การใช้บริการอู่หรือสถานบริการ ที่เชื่อถือได้ สำหรับการตรวจเช็คตามระยะ จะช่วยให้รถคุณประหยัดน้ำมันและ ยืดอายุการใช้งานได้อีกด้วย
7.ควรตรวจสภาพยางรถยนต์ ก่อนออกเดินทาง เพราะ อาจทำให้เกิดอันตรายได้ และทำให้สิ้นเปลืองพลังงานได้มากถึง 3 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นก่อนออกเดินทางควรเติมลมยางให้เรียบร้อย
8.เคลียที่เก็บของในรถ ที่เก็บของที่มากเกินไป ทำให้รถหนัก ทำให้สิ้นเปลืองพลังงานมาก สำหรับทุก 45 กิโลกรัม จะให้รถท่านสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงกว่า 2 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะ ถ้าท่านขับรถที่มีเครื่องยนต์ขนาดเล็ก
9.การขับรถด้วยการใช้รอบสูงทำให้สิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ควรเลือกใช้เกียร์ให้เหมาะสม โดยใช้รอบให้ต่ำที่สุดที่เป็นไปได้โดยที่ไม่ทำให้เครื่องยนต์สะดุด หรือทำงานไม่ปกติ
10.การติดเครื่องยนต์อยู่กับที่เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเป็นการทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเฉพาะการอุ่นเครื่องยนต์ ในรถยนต์หัวฉีดสมัยใหม่ไม่จำเป็นต้องมีการวอร์มก่อน ถ้าหากไม่มีการเคลื่อนที่ควรดับเครื่องยนต์จะดีกว่า

ธุรกิจรถเช่าและการร่วมทุนทำตลาดในอาเซียน

รถยนต์จัดเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าค่อนข้างสูง รวมถึงมีค่าใช้จ่ายด้านการซ่อมแซมบำรุงรักษา ค่าประกันภัย และภาษีประจำปี ซึ่งนับวันค่าใช้จ่ายดังกล่าว จะเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ “ธุรกิจรถเช่า” กลายเป็นธุรกิจที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบัน ทั้งจากองค์กร หรือหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมถึงได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นจากกลุ่มนักท่อง เที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่คาดว่าจะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทยมากขึ้นต่อเนื่อง ดังนั้น ธุรกิจรถเช่าจึงเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตและเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการที่วาง แผนจะขยายการลงทุน รวมถึงผู้ประกอบการรายใหม่ที่สนใจเข้าสู่ตลาด

สำหรับการก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558 น่าจะเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการในการขยายการลงทุนไปสู่ประเทศต่างๆในอาเซียน อย่างไรก็ตาม คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าสิ่งที่ติดตามมาควบคู่กับโอกาสของธุรกิจรถเช่าก็คือ อุปสรรคและความท้าทายในการดำเนินธุรกิจที่คาดว่าจะมีเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่าง ยิ่งการเผชิญการแข่งขันที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ดังนั้น ผู้ประกอบการจะต้องมีการวางแผนและปรับตัวเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับธุรกิจ ในขณะเดียวกันก็ ควรทำการศึกษาตลาดอาเซียน เพื่อใช้โอกาสจากการเปิดเสรี AEC ในการขยายธุรกิจให้เติบโตขึ้น

ลักษณะทั่วไปของการประกอบธุรกิจรถเช่าของไทยในปัจจุบัน สามารถจำแนกได้เป็น 2 ประเภท คือ

1. การให้เช่ารถยนต์เพื่อการดำเนินงานในระยะยาว (Operating Lease) เป็นการให้เช่าที่ทำเป็นสัญญาเช่าให้สิทธิลูกค้าใช้รถยนต์เป็นระยะเวลานาน ส่วนใหญ่จะมีระยะเวลาในการทำสัญญาเช่าตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป โดยลูกค้าจะจ่ายค่าเช่าเป็นรายเดือนหรือเหมาจ่ายตามที่ตกลงกับบริษัทผู้ให้เช่า ซึ่งลูกค้าจะเป็นผู้รับผิดชอบในส่วนของค่าน้ำมัน แต่ได้รับประโยชน์อื่นๆ อาทิ ลดภาระทางการเงิน ค่าใช้จ่ายในการดูแลซ่อมบำรุงและการบริหารจัดการ รวมถึงค่าใช้จ่ายดังกล่าวสามารถนำไปลงบัญชีเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทและนำไปลดหย่อนภาษีได้ สำหรับบริษัทผู้ให้เช่าจะรับผิดชอบในส่วนของค่าบำรุงรักษา ค่าประกันภัย ตลอดจนค่าใช้จ่ายอื่นๆ และเมื่อสิ้นสุดสัญญาเช่าแล้ว บริษัทผู้ให้เช่าสามารถนำทรัพย์สินดังกล่าวไปให้ผู้อื่นเช่าได้อีก ทั้งนี้ กลุ่มลูกค้าที่เช่ารถยนต์เพื่อการดำเนินงานในระยะยาว ส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทเอกชน บริษัมข้ามชาติ หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ เป็นต้น

2. การให้เช่ารถยนต์ชั่วคราวในระยะสั้น (Rental) เป็นการให้เช่าที่ให้สิทธิลูกค้าเลือกที่จะใช้บริการเป็นรายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือน โดยมีรถยนต์ให้ เลือกใช้งานหลายประเภททั้งรถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถตู้ รถปิคอัพและรถจักรยานยนตร์ ที่มีให้เลือกหลายรุ่นหลายขนาด พร้อมทั้งให้บริการพนักงานขับรถหรือลูกค้าสามารถเลือกที่จะขับเองได้ ซึ่งลูกค้าที่ต้องการเช่ารถยนต์ชั่วคราวในระยะสั้น ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมถึงบุคคลทั่วไปที่ต้องการเช่ารถยนต์เพื่อไปประกอบธุระส่วนตัวเป็นการชั่วคราว

“ปัจจุบันมีผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจรถเช่าในประเทศไทยจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ให้บริการเช่ารถยนต์ชั่วคราวในระยะสั้น แบ่งเป็นรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน ในขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่จะเน้นให้เช่ารถยนต์เพื่อการดำเนินงานในระยะยาว ที่มีรถเช่าให้บริการนับพันคัน”

เทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ รถยนต์อัจฉริยะ

การเดินทางในอนาคตไม่ไกลนี้ จะเต็มไปด้วยความปลอดภัยอย่างสูงสุด ด้วยเทคโนโลยีรถยนต์อัจฉริยะ ที่ไม่ต้องการคนขับ โดยรถอัจฉริยะจะมีระบบตรวจวัดหลายประเภทติดที่ตัวรถ และส่งผ่านไปเครื่องสื่อสาร แล้วนำมาประมวลผลคำนวณเส้นทางและควบคุมการเคลื่อนที่ของรถยนต์อัจฉริยะ

มนุษย์เราทุกวันนี้นั้นสามารถออกแบบและสร้าง ให้รถยนต์มีความสามารถที่จะทำการขับเคลื่อนได้อย่างชาญฉลาด ทำการเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาได้ดังใจต้องการ  แถมด้วยมีการติดตั้งระบบอัจฉริยะป้องกันอุบัติเหตุและป้องกันการสูญเสียนั้น คงจะไม่ใช่เรื่องยากเกินจินตนาการของมนุษย์ในยุคสมัยนี้อีกต่อไป แต่ความเป็นจริงแล้วกว่าจะสร้างฝันสู่ความเป็นจริงก็ไม่ง่ายนัก หากแต่ความพยายามของคนไม่เคยหยุดนิ่ง ดังนั้นแล้วจึงเกิดเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ รถยนต์อัจฉริยะ (Intelligent Vehicle) ขึ้นมา ซึ่งมีระบบหลักการการทำงาน และการควบคุม โดยเริ่มต้นตั้งแต่ รับข้อมูลจากอุปกรณ์ตรวจวัดประเภทต่างๆ ที่ติดตั้งมาบนรถ เช่น อุปกรณ์ตรวจวัดตำแหน่งปัจจุบันของรถ, อุปกรณ์ตรวจวัดตำแหน่งของรถคันอื่นที่เคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกันหรือสวนทางมา, อุปกรณ์ตรวจวัดสิ่งกีดขวางบนเส้นทางการเคลื่อนที่ ทั้งที่อยู่กับที่และเคลื่อนที่, อุปกรณ์ตรวจวัดเส้นแบ่งบนเส้นทาง สัญลักษณ์ หรือสัญญาณจราจรอื่นๆ, อุปกรณ์การสื่อสารระหว่างรถอัจฉริยะด้วยกัน ต่อจากนั้นจะนำข้อมูลจากอุปกรณ์เหล่านี้มาประมวลผล (Data Processing) เพื่อกำหนดเส้นทางการเคลื่อนที่ และควบคุมการเคลื่อนที่ของรถยนต์โดยอัตโนมัติ และมีความปลอดภัย รถยนต์อัจฉริยะยังสามารถประยุกต์ใช้เป็นยานพาหนะสำหรับผู้พิการทางสายตา ผู้พิการแขน-ขา ผู้ทุพพลภาพ และผู้สูงอายุที่ไม่สามารถขับยานพาหนะเองได้อีกด้วย ซึ่งพบว่าในปัจจุบันนี้ มนุษย์เราต้องการที่จะคิดค้นนวัตกรรมใหม่ให้มีความเฉลียวฉลาดเทียบเท่ากับความคิดความอ่านของมนุษย์เอง ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องเป็นการเชื่อมโยงกันของเรื่องเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ตัวจิ๋ว

เทคโนโลยีนวัตกรรมรถยนต์อัจฉริยะ
ถ้าจะเทียบเคียงก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นศาสตร์หนึ่งที่แตกแขนงมาจาก Artificial Intelligence หรือ AI นั่นเอง อย่างไรก็ตามยังคงมีการพัฒนาความสนใจใน Artificial Intelligence ซึ่งเริ่มจะให้ผลประโยชน์เกิดขึ้นในองค์กรได้ Artificial Intelligence เป็นทั้งวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมของการสร้างเครื่องจักรกล เพื่อให้มีความฉลาด มีสติปัญญา โดยเฉพาะโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีสติปัญญา ซึ่งมันจะเกี่ยวพันถึงงานที่จะใช้คอมพิวเตอร์เพื่อทำความเข้าใจถึงสติปัญญาของมนุษย์ ทางด้านวิทยาศาสตร์นั้น Artificial Intelligence เป็นความพยายามที่จะทำความเข้าใจถึงสิ่งที่จำเป็น และความสามารถของเครื่องจักรกล สติปัญญาในหลายๆ แบบ ทั้งในมนุษย์ สัตว์อื่นๆ และการจัดการข้อมูลของเครื่องจักรกลและหุ่นยนต์

ส่วนทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ Artificial Intelligence เป็นความพยายามนำความรู้ในการออกแบบเครื่องจักรกลชนิดใหม่ ซึ่งจะช่วยเราในการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยความเป็นอัจฉริยะของมัน ปัญหาของ A.I. ที่เกิดขึ้นก็คือ ยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าเครื่องจักรกลแบบใดที่สามารถเรียกได้ว่าเป็น Intelligence

ปัจจัยความสำเร็จของธุรกิจบำรุงรักษารถยนต์

เราต้องมองว่า ลูกค้าต้องการอะไรจากการมาใช้บริการที่ศูนย์ของเรานะ ถ้าถามคนสักร้อยคนก็เชื่อว่า คำตอบแรกๆ ที่ลูกค้าคาดหวังก็คือ คุณภาพของการบริการ ซึ่งหมายถึง ว่าถ้ามาล้างรถ ขับออกไปต้องเนี๊ยบ เอารถมาเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ออกไปต้องไม่มีปัญหาตามมา เอารถมาเช็คระยะ ช่างต้องช่วยบ่งชี้ได้ว่าอะไรคือปัญหาที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขจริงๆ

คุณภาพการบริการ จึงขึ้นอยู่กับ ทักษะ ความชำนาญงานของผู้ให้บริการ มีความรู้ลึก รู้จริง ในเรื่องนั้นๆ มากแค่ไหน เพราะฉะนั้น ผู้ประกอบการในธุรกิจนี้จึงให้ความสำคัญกับการฝึกอบรม และพัฒนาทักษะความสามารถของช่างอยู่ตลอดเวลา อย่าลืมนะครับ รถโมเดลใหม่ๆ มีออกมาเรื่อยๆ ความสลับซับซ้อนก็มากยิ่งขึ้น ถ้าช่างหรือพนักงานบริการ ยังมีความรู้เท่าเดิม ก็อาจทำให้เกิดปัญหาในการบำรุงรักษารถยนต์ได้

ปัจจัยความสำเร็จประการที่สอง ก็คือ ระบบการให้บริการ ลูกค้าคาดหวังความน่าเชื่อถือจากการให้บริการ ลองคิดดูนะครับ ทำไมอย่าง B-Quick หรือว่า ACT และศูนย์บริการอีกหลายแห่ง ถึงมีฐานลูกค้าประจำเพิ่มมากขึ้น ก็เพราะว่าการมีระบบการให้บริการที่ทำให้ลูกค้ามั่นใจ ตัวอย่างเช่น ขั้นตอนการให้บริการตั้งแต่การรับรถ การให้บริการ และการส่งมอบรถ ระบบสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับลูกค้า มีฐานข้อมูลออนไลน์เชื่อมโยงทุกศูนย์ ผมไปใช้บริการที่ศูนย์ไหนข้อมูลเป็นปัจจุบันถึงกันหมด ซึ่งผู้ให้บริการจำหน่ายรถยนต์บางรายยังไม่มีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างศูนย์บริการเลยครับ

ปัจจัยความสำเร็จประการที่สาม คือ การบริหารงานภายในที่ต้องมีประสิทธิภาพ การลงทุนในธุรกิจการบำรุงรักษารถต้องใช้เงินลงทุนพอสมควรนะครับ ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจล้างรถ ท่านก็ต้องมีค่าใช้จ่ายประจำ และเงินลงทุนก้อนแรกแน่นอน จะมากน้อย ขึ้นอยู่กับประเภทของการบริการ และขนาดของธุรกิจ เพราะฉะนั้น การบริหารจัดการประสิทธิภาพ จึงเป็นเรื่องสำคัญ ทำอย่างไรให้สามารถบริการลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว สามารถหมุนเวียนรถเข้ารับการบริการได้อย่างต่อเนื่อง ประโยชน์สำคัญก็คือ ลูกค้ามีความพึงพอใจจากการบริการที่รวดเร็ว และ เราก็จะมีต้นทุนเฉลี่ยต่อการให้บริการที่ต่ำลง ซึ่งนั่นหมายถึงโอกาสของการมีกำไร และการอยู่รอดในธุรกิจนี้

ธุรกิจคาร์แคร์ อีกธุรกิจหนึ่งที่น่าลงทุน

hope-lutheran.net

 

ธุรกิจคาร์แคร์เป็นธุรกิจที่ให้บริการด้านดูแลรักษารถยนต์ที่น่าสนใจมาก

ให้บริการทั้งในและนอกสถานที่ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการ ลดการเสียเวลาในการทำงาน การใช้เวลากับครอบครัว อีกทั้งเวลาว่างในการดูแลรถของตัวเองก็ยิ่งเหลือน้อยประกอบกับการอ่อนเพลียจากการทำงานทำให้ผู้ใช้รถส่วนใหญ่หันไปใช้บริการคาร์แคร์เพิ่มมากขึ้น

ในปัจจุบันธุรกิจาร์แคร์พบเห็นได้ทั่วไป ยิ่งถ้าผู้ลงทุนมีพื้นที่เหลือก็สามารถทำได้โดยไม่ต้องไปเช่าสถานที่ แต่ถ้าหากมีเงินทุนจำกัดก็สามารถเริ่มต้นจากการรับจ้างล้างรถ ขัดสี เคลือบเงา ด้วยจำนวนลูกทีมแค่ 2-3 คน ก็สามารถล้างรถได้ถึงสิบคันต่อวัน เน้นการบริการทุกระดับประทับใจ แม้จะเพิ่งเริ่มต้นทำให้ยังไม่มีเครื่องมือหรือทีมงานมากนัก ก็สามารถขยายกิจการแบบครบวงจรในระดับที่สูงขึ้นไปได้อีก รวมไปถึงสามารถจำหน่ายอุปกรณ์ วัสดุที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ การซ่อมบำรุงรักษาเครื่องยนต์ เป็นต้น

ทางด้านเจ้าของธุรกิจเองสามารถหาข้อมูลและประสบการณ์จากการใช้บริการคาร์แคร์ ในพื้นที่ต่างๆ เพื่อพิจารณาพฤติกรรมของผู้บริโภค และนำไปใช้ทำการตลาดในธุรกิจของตนเอง แต่อย่างไรก็ตามปัจจัยความสำเร็จของธุรกิจประเภทนี้ยังเป็นเรื่องของคุณภาพ งานบริการที่ดี รวมไปถึงทำเลที่ตั้งที่สำคัญที่สุด และหากลูกค้าพอใจก็มีโอกาสที่จะกลับมาใช้บริการซ้ำอีก

กลุ่มเป้าหมายของธุรกิจคาร์แคร์ คือผู้บริโภคที่ทำงานหรือพักอาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ที่มีอาคารจอดรถ และพักอาศัยอยู่ในเขตที่มีประชากรหนาแน่น เพราะเอกลักษณ์ของธุรกิจคาร์แคร์คงหนีไม่พ้น การบริการที่สะดวก มั่นใจ และได้มาตรฐาน ธุรกิจคาร์แคร์ส่วนใหญ่จะให้บริการหลักๆคือการล้างรถ บริการเคลือบสีรถ บริการเปลี่ยนแบตเตอรี่ บริการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง บริการเปลี่ยนยางรถยนต์ เป็นต้น นอกจากนี้ทางผู้ให้บริการยังสามารถให้ข้อมูลการดูแลรถกับลูกค้าได้อีกด้วย

ในปัจจุบันการเปิดให้บริการธุรกิจคาร์แคร์สามารถทำได้ง่ายขึ้นมาก เพราะมีการขายเฟรนไชส์แบบครบวงจร การรับออกแบบระบบคาร์แคร์ หรือให้คำปรึกษาประเภทของธุรกิจคาร์แคร์ รวมถึงการบริการแบบถึงบ้านก็เริ่มมีให้เห็นกันมากขึ้น ทำให้ผู้ที่ไม่มีความรู้มาก่อน สามารถทำธุรกิจประเภทนี้ได้อย่างง่ายดาย